ข้อกำหนดในการให้บริการของ Google Workspace

แก้ไขล่าสุด: 21 ธันวาคม 2020

หากคุณเคยลงนามในข้อตกลงนี้ในฉบับออฟไลน์เพื่อใช้บริการของ Google Workspace ภายใต้บัญชี Google Workspace เดียวกันไปแล้ว ข้อกำหนดด้านล่างนี้จะไม่มีผลบังคับใช้กับคุณ และข้อกำหนดในฉบับออฟไลน์จะควบคุมการใช้บริการของ Google Workspace

หากบัญชีสำหรับการเรียกเก็บเงินของคุณอยู่ในประเทศอินเดีย โปรดอ่านข้อกำหนดในการให้บริการเหล่านี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้กับการใช้ Google Workspace ของคุณ

หากบัญชีสำหรับการเรียกเก็บเงินของคุณอยู่ในประเทศบราซิล โปรดอ่านข้อกำหนดในการให้บริการเหล่านี้ ซึ่งมีผลบังคับใช้กับการใช้ Google Workspace ของคุณ

Se a sua conta para faturamento é no Brasil, por gentileza veja o Termos de Serviço, que será o Termo aplicável à sua utilização da Google Workspace.

ข้อกำหนดในการให้บริการของ Google Workspace เหล่านี้ (เรียกรวมกันว่า "ข้อตกลง") (เดิมเรียกว่า "ข้อตกลงของ Google Workspace (ออนไลน์)" หรือ "ข้อตกลงของ Google Workspace") จัดทำขึ้นระหว่าง Google และนิติบุคลหรือบุคคลที่ยินยอมตามข้อกำหนดดังกล่าว ("ลูกค้า") และควบคุมการเข้าถึงและการใช้บริการดังกล่าวของลูกค้า "Google" มีความหมายตามที่ระบุไว้ที่ https://cloud.google.com/terms/google-entity

ข้อตกลงนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อลูกค้าคลิกยอมรับ ("วันที่มีผล") หากคุณยอมรับข้อตกลงนี้ในนามของลูกค้า ถือว่าคุณรับรองและรับประกันว่า (1) คุณมีอำนาจตามกฎหมายโดยสมบูรณ์ในการลงนามผูกพันลูกค้ากับข้อตกลงนี้ (2) คุณอ่านและทำความเข้าใจข้อตกลงนี้แล้ว และ (3) คุณยอมรับข้อตกลงนี้ในนามของลูกค้า

  • 1. การให้บริการ
    • 1.1 การใช้บริการ ในระหว่างระยะเวลาของข้อตกลง Google ต้องให้บริการตามข้อตกลง รวมถึง SLA ลูกค้าสามารถใช้บริการที่สั่งซื้อในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายที่เกี่ยวข้องตามข้อตกลงนี้
    • 1.2 คอนโซลผู้ดูแลระบบ ลูกค้าจะมีสิทธิเข้าถึงคอนโซลผู้ดูแลระบบ ซึ่งใช้จัดการการใช้บริการของตนเองได้
    • 1.3 บัญชีและการยืนยันเพื่อใช้บริการ
      • (ก) บัญชี ลูกค้าต้องมีบัญชีเพื่อใช้บริการและมีหน้าที่รับผิดชอบในข้อมูลที่ใช้เพื่อสร้างบัญชี ในการรักษาความปลอดภัยของรหัสผ่านบัญชี และในการใช้บัญชี Google ไม่มีภาระหน้าที่ในการให้บัญชีหลายรายการแก่ลูกค้า
      • (ข) การยืนยันเพื่อใช้บริการ ลูกค้าจะต้องยืนยันอีเมลของโดเมนหรือชื่อโดเมนเพื่อใช้บริการนี้ หากลูกค้าไม่มีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้บริการอีเมลของโดเมน หรือไม่ได้เป็นเจ้าของหรือไม่มีสิทธิควบคุมชื่อโดเมน ถือว่า Google ไม่มีภาระหน้าที่ในการให้บริการแก่ลูกค้าและสามารถลบบัญชีได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
    • 1.4 ข้อกำหนดที่มีผลร่วม ข้อกำหนดของ URL รวมถึงข้อกำหนดเฉพาะบริการและการแก้ไขการประมวลผลข้อมูลมีผลรวมอยู่ในข้อตกลงด้วยการอ้างอิงนี้ นอกจากนี้ ลูกค้าอาจจำเป็นต้องยอมรับการแก้ไขการประมวลผลข้อมูลผ่านคอนโซลผู้ดูแลระบบเนื่องจากเหตุผลทางเทคนิคและทางการดำเนินงานเท่านั้น แต่การยอมรับดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสิทธิหรือภาระหน้าที่ของคู่สัญญาตามที่อธิบายไว้ในข้อตกลงนี้หรือการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล
    • 1.5 การเปลี่ยนแปลง
      • (ก) บริการ Google สามารถทำการเปลี่ยนแปลงบริการอย่างสมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์ได้เป็นครั้งคราว Google ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบในกรณีที่ Google ทำการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญต่อบริการที่มีผลกระทบอันเป็นสาระสำคัญต่อการใช้บริการของลูกค้า และในกรณีที่ลูกค้าได้สมัครผ่าน Google เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
      • (ข) ข้อตกลง Google สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของข้อตกลงนี้ได้เป็นครั้งคราว และต้องโพสต์แจ้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/premier_terms.html การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะมีผลเมื่อเริ่มต้นระยะคำสั่งซื้อถัดไปของลูกค้าเท่านั้น โดยหากลูกค้าใช้บริการต่อไป จะถือว่าเป็นการยอมรับการเปลี่ยนแปลง ส่วนที่ 1.5(ข) (การเปลี่ยนแปลงข้อตกลง) นี้ไม่มีผลบังคับใช้กับการแก้ไขข้อกำหนดของ URL
      • (ค) ข้อกำหนดของ URL (ยกเว้นการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล) Google สามารถเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของ URL ได้เป็นครั้งคราว และต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบหากการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นสาระสำคัญ Google สามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง SLA อันเป็นสาระสำคัญผ่านหน้าเว็บ SLA ที่เกี่ยวข้องได้ การเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญในข้อกำหนดของ URL จะมีผลบังคับใช้ 30 วันหลังจากแจ้งให้ทราบ เว้นแต่ว่า (1) การเปลี่ยนแปลง SLA ที่ส่งผลเสียอันเป็นสาระสำคัญจะมีผลบังคับใช้ 90 วันหลังจากแจ้งให้ทราบ และ (2) การเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับบริการหรือฟังก์ชันการทำงานใหม่จะมีผลบังคับใช้ทันที ส่วนที่ 1.5(ค) (การเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของ URL (ยกเว้นการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล)) นี้ไม่มีผลบังคับใช้กับการเปลี่ยนแปลงการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล
      • (ง) การแก้ไขการประมวลผลข้อมูล Google สามารถเปลี่ยนแปลงการแก้ไขการประมวลผลข้อมูลได้เฉพาะเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มีขึ้นเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง คำสั่งศาล หรือคำแนะนำที่มาจากสำนักงานหรือหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาล เมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนจากการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล หรือเมื่อการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ มีลักษณะดังนี้
        • (1) สมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์
        • (2) ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อความปลอดภัยโดยรวมของบริการ
        • (3) ไม่ขยายขอบเขตหรือหักล้างข้อจำกัดใดๆ ในการประมวลผล "ข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า" โดย Google ตามที่อธิบายไว้ในส่วน "ขอบเขตการประมวลผล" ของการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล และ
        • (4) ไม่ส่งผลเสียอันเป็นสาระสำคัญต่อสิทธิของลูกค้าภายใต้การแก้ไขการประมวลผลข้อมูล
      • หาก Google ทำการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญในการแก้ไขการประมวลผลข้อมูลตามส่วนที่ 1.5(ง) (การเปลี่ยนแปลงการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล) นี้ Google ต้องโพสต์แจ้งการเปลี่ยนแปลงในหน้าเว็บที่มีการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล
      • (จ) การยกเลิกบริการหลัก Google ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบอย่างน้อย 12 เดือนก่อนยกเลิกบริการหลักใดๆ (หรือฟังก์ชันการทำงานสำคัญที่เกี่ยวข้อง) เว้นแต่ว่า Google จะแทนที่บริการหลักหรือฟังก์ชันการทำงานที่ยกเลิกด้วยบริการหลักหรือฟังก์ชันการทำงานที่คล้ายคลึงกันอย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีข้อกำหนดใดในส่วนที่ 1.5(จ) (การยกเลิกบริการหลัก) นี้ที่จำกัดความสามารถของ Google ในการเปลี่ยนแปลงตามที่กำหนดเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอันเป็นสาระสำคัญ หรือหลีกเลี่ยงภาระทางการเงินอันมีนัยสำคัญหรือภาระทางเทคนิคอันเป็นสาระสำคัญ ส่วนที่ 1.5(จ) (การยกเลิกบริการหลัก) นี้ไม่มีผลบังคับใช้กับบริการอื่น หรือบริการ ข้อเสนอ หรือฟังก์ชันการทำงานก่อนเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
  • 2. เงื่อนไขการชำระเงิน
    • 2.1 การวัดปริมาณการใช้งานและตัวเลือกการเรียกเก็บเงิน จะมีการใช้เครื่องมือวัดของ Google เพื่อพิจารณาการใช้บริการของลูกค้า และผลการพิจารณาโดย Google เพื่อคำนวณค่าธรรมเนียมจะถือเป็นที่สิ้นสุด ลูกค้าสามารถเลือกตัวเลือกการเรียกเก็บเงินด้านล่างนี้ หรือตัวเลือกอื่นใดที่ Google มีให้เมื่อลูกค้าสั่งซื้อบริการ
      • (ก) แพ็กเกจแบบยืดหยุ่น หากลูกค้าเลือกตัวเลือกนี้ ลูกค้าจะไม่มีข้อผูกมัดในการซื้อบริการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่จะชำระค่าธรรมเนียมตามการใช้บริการในแต่ละวัน โดยเรียกเก็บเงินเป็นรายเดือนในภายหลัง ในการคำนวณค่าธรรมเนียม การใช้บริการไม่เต็มวันจะปัดเป็น 1 วัน
      • (ข) แพ็กเกจรายปี/ตามระยะเวลาที่กำหนด หากลูกค้าเลือกตัวเลือกนี้ ลูกค้าจะมีข้อผูกมัดในการซื้อบริการเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 1 ปี (ตามที่ลูกค้าเลือก) Google จะเรียกเก็บเงินกับลูกค้าตามระยะเวลาที่ลูกค้าเลือกในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ
    • Google สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเสนอตัวเลือกการเรียกเก็บเงิน (รวมถึงการจำกัดหรือหยุดเสนอตัวเลือกการเรียกเก็บเงินใดๆ) เมื่อแจ้งให้ลูกค้าทราบล่วงหน้าเป็นเวลา 30 วัน และการเปลี่ยนแปลงนั้นจะมีผลเมื่อเริ่มต้นระยะคำสั่งซื้อถัดไปของลูกค้า ลูกค้าบางรายอาจใช้ตัวเลือกการเรียกเก็บเงินไม่ได้ ลูกค้าจะชำระค่าบริการได้โดยใช้ตัวเลือกการชำระเงินที่ระบุในส่วนที่ 2.2 (การชำระเงิน) ด้านล่าง
    • 2.2 การชำระเงิน ยอดทั้งหมดต้องชำระตามสกุลเงินที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือใบแจ้งหนี้
      • (ก) บัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต หากลูกค้าชำระด้วยบัตรเครดิต บัตรเดบิต หรือรูปแบบการชำระเงินอื่นๆ ที่ไม่ใช่ใบแจ้งหนี้ ยอดจะครบกำหนดชำระเมื่อสิ้นสุดเดือนที่ลูกค้าได้รับบริการ สำหรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ตามแต่ละกรณี (1) Google จะออกใบเรียกเก็บเงินอิเล็กทรอนิกส์สำหรับค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องเมื่อครบกำหนดชำระ และ (2) จะถือว่าค่าธรรมเนียมเหล่านี้เกินกำหนดหลังจากครบ 30 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่ลูกค้าได้รับบริการนั้น
      • (ข) ใบแจ้งหนี้ การชำระเงินตามใบแจ้งหนี้จะครบกำหนดชำระภายใน 30 วันนับจากวันที่ในใบแจ้งหนี้ (เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอย่างอื่นในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ) และจะถือว่าเกินกำหนดหลังจากวันที่ดังกล่าว
      • (ค) รูปแบบการชำระเงินอื่นๆ ลูกค้าสามารถเปลี่ยนวิธีการชำระเงินเป็นวิธีการอื่นที่ Google อาจเปิดใช้ในคอนโซลผู้ดูแลระบบ โดยขึ้นอยู่กับการยอมรับของลูกค้าต่อข้อกำหนดเพิ่มเติมใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิธีการชำระเงินนั้น
      • (ง) ข้อมูลการชำระเงิน การชำระเงินโดยการโอนต้องระบุข้อมูลธนาคารที่ Google ให้ไว้
    • 2.3 ภาษี
      • (ก) ลูกค้ามีหน้าที่รับผิดชอบภาษีทั้งหมดและชำระค่าบริการแก่ Google โดยไม่มีการหักภาษีใดๆ หาก Google มีภาระหน้าที่ในการเก็บหรือชำระภาษีใดๆ จะมีการออกใบแจ้งหนี้เพื่อเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากลูกค้า และลูกค้าต้องชำระภาษีดังกล่าวแก่ Google เว้นแต่ว่าลูกค้าจะส่งใบรับรองการยกเว้นภาษีที่ถูกต้องให้กับ Google อย่างทันท่วงที
      • (ข) ลูกค้าต้องส่งข้อมูลประจำตัวผู้เสียภาษีทั้งหมดที่เกี่ยวข้องให้แก่ Google ซึ่งเป็นข้อมูลที่ Google อาจต้องใช้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นการปฏิบัติตามกฎระเบียบและหน่วยงานด้านภาษีที่เกี่ยวข้องในเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง ลูกค้าจะมีความรับผิดในการชำระ (หรือชำระคืนให้ Google) ค่าภาษี ดอกเบี้ย หรือค่าปรับใดๆ จากการแจ้งข้อมูลที่ไม่ถูกต้องโดยลูกค้า
    • 2.4 การโต้แย้งการชำระเงิน ลูกค้าต้องยื่นเรื่องโต้แย้งการชำระเงินก่อนวันที่ครบกำหนดชำระ หากคู่สัญญาพิจารณาว่าข้อผิดพลาดในการเรียกเก็บเงินประการนั้นเกิดขึ้นจาก Google ในกรณีนี้ Google จะไม่ออกใบแจ้งหนี้ฉบับแก้ไขใหม่ แต่จะออกใบลดหนี้ที่ระบุจำนวนเงินที่ไม่ถูกต้องในใบแจ้งหนี้ที่เกี่ยวข้องแทน หากยังไม่ได้ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ที่โต้แย้ง Google จะนำยอดในใบลดหนี้ไปใช้กับใบแจ้งหนี้ที่โต้แย้ง และลูกค้าจะมีหน้าที่ชำระตามยอดเงินที่ต้องชำระสุทธิในใบแจ้งหนี้นั้นหลังจากหักใบลดหนี้แล้ว ไม่มีส่วนใดในข้อตกลงนี้ที่กำหนดให้ Google มีภาระหน้าที่ในการมอบเครดิตให้แก่คู่สัญญาฝ่ายใดๆ
    • 2.5 การชำระเงินที่คงค้างและการระงับ การชำระเงินล่าช้าอาจมีดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (หรืออัตราสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต หากต่ำกว่า) นับจากวันที่ครบกำหนดชำระจนกว่าจะชำระเต็มจำนวน ลูกค้าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลทั้งหมด (รวมถึงค่าทนายความ) ที่เกิดขึ้นกับ Google ในการเรียกเก็บเงินค้างชำระดังกล่าว นอกจากนั้น หากลูกค้าไม่ได้ชำระค่าบริการตามกำหนด Google สามารถระงับบริการหรือบอกเลิกข้อตกลงเนื่องจากการละเมิดภายใต้ส่วนที่ 8.3 (การบอกเลิกเนื่องจากการละเมิด) ได้
    • 2.6 ไม่ต้องระบุหมายเลขใบสั่งซื้อ ลูกค้ามีภาระหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดโดยที่ Google ไม่จำเป็นต้องระบุหมายเลขใบสั่งซื้อในใบแจ้งหนี้ของ Google (หรือในทางอื่นใด)
    • 2.7 การแก้ไขราคา Google สามารถแก้ไขราคาได้ทุกเมื่อ เว้นแต่จะมีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่นโดยชัดเจนในเอกสารแนบท้ายหรือแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ Google ต้องแจ้งลูกค้าล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วันหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ราคาของลูกค้าจะเปลี่ยนไปเมื่อเริ่มต้นระยะคำสั่งซื้อถัดไปของลูกค้าหลังจาก 30 วัน
  • 3. ภาระหน้าที่ของลูกค้า
    • 3.1 การปฏิบัติตามข้อกำหนด ลูกค้าต้อง (ก) ตรวจสอบว่าการใช้บริการของลูกค้าและผู้ใช้ปลายทางของลูกค้านั้นปฏิบัติตามข้อตกลง (ข) ใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์เพื่อป้องกันและยุติการใช้หรือเข้าถึงบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต และ (ค) แจ้ง Google โดยทันทีในกรณีที่ลูกค้ารับรู้ถึงการใช้หรือเข้าถึงบริการ บัญชี หรือรหัสผ่านของลูกค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต Google สงวนสิทธิ์ในการตรวจสอบเหตุใดๆ ที่อาจเป็นการละเมิด AUP โดยลูกค้า ซึ่งอาจรวมถึงการตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า
    • 3.2 ความเป็นส่วนตัว ลูกค้ามีหน้าที่รับผิดชอบในการให้คำยินยอมและแจ้งให้ทราบตามที่จำเป็นต่อการอนุญาต (ก) ให้ลูกค้าใช้และรับบริการ และ (ข) ให้ Google เข้าถึง จัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลที่ลูกค้าให้ไว้ (รวมถึงข้อมูลของลูกค้า) ภายใต้ข้อตกลง
    • 3.3 ข้อจำกัด ลูกค้าจะไม่กระทำและไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ปลายทางกระทำสิ่งต่อไปนี้ (ก) ทำสำเนา แก้ไข หรือสร้างผลงานลอกเลียนแบบบริการ (ข) ใช้วิศวกรรมย้อนกลับ แยกชิ้นส่วน แปล ถอดประกอบ หรือพยายามดึงซอร์สโค้ดบางส่วนหรือทั้งหมดของบริการ (ยกเว้นในขอบเขตที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีการห้ามใช้ข้อจำกัดดังกล่าวโดยชัดเจน) (ค) ขาย ขายต่อ อนุญาตช่วง โอน หรือจัดจำหน่ายบริการบางส่วนหรือทั้งหมด หรือ (ง) เข้าถึงหรือใช้บริการ (1) สำหรับกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง (2) โดยเป็นการละเมิด AUP (3) ในลักษณะที่จงใจหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมใดๆ (รวมถึงการสร้างบัญชีลูกค้าหลายบัญชีเพื่อจำลองหรือทำหน้าที่เป็นบัญชีลูกค้ารายการเดียว หรือเพื่อหลีกเลี่ยงขีดจำกัดการใช้งานหรือโควต้าเฉพาะบริการ) (4) เพื่อมีส่วนร่วมในการขุดคริปโตเคอเรนซีโดยไม่ได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Google ก่อน (5) เพื่อโทรหาหรือรับสายบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ยกเว้นจะระบุไว้เป็นอย่างอื่นในข้อกำหนดเฉพาะบริการ (6) สำหรับสื่อหรือกิจกรรมที่ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างประเทศ (International Traffic in Arms Regulations หรือ ITAR) ที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาบังคับใช้ (7) ในลักษณะที่ละเมิดหรือก่อให้เกิดการละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออก หรือ (8) เพื่อส่ง จัดเก็บ หรือประมวลผลข้อมูลสุขภาพที่ขึ้นอยู่กับกฎหมาย HIPAA ของสหรัฐอเมริกา ยกเว้นเมื่ออนุญาตโดย HIPAA BAA ที่มีผลบังคับใช้
    • 3.4 ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม Google จะให้บริการผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมซึ่งลูกค้าและผู้ใช้ปลายทางของลูกค้าจะเลือกใช้ได้ การใช้งานผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมนั้นๆ ลูกค้าจะเปิดหรือปิดใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ทุกเมื่อผ่านคอนโซลผู้ดูแลระบบ
    • 3.5 การดูแลระบบของบริการ ลูกค้าสามารถกำหนดผู้ดูแลระบบที่จะมีสิทธิเข้าถึงบัญชีผู้ดูแลระบบ 1 คนหรือหลายคนได้ผ่านคอนโซลผู้ดูแลระบบ ลูกค้ามีหน้าที่รับผิดชอบใน (ก) การรักษาข้อมูลที่เป็นความลับและความปลอดภัยของบัญชีผู้ใช้ปลายทางและรหัสผ่านที่เกี่ยวข้อง และ (ข) การใช้งานใดๆ ของบัญชีผู้ใช้ปลายทาง ลูกค้ายอมรับว่าความรับผิดชอบของ Google ไม่รวมไปถึงการจัดการหรือการดูแลระบบภายในของบริการให้แก่ลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทาง
    • 3.6 การตรวจสอบการละเมิด ลูกค้าเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในการตรวจสอบ ตอบ และประมวลผลอีเมลที่ส่งถึงชื่อแทน "abuse" และ "postmaster" สำหรับชื่อโดเมนลูกค้า แต่ Google อาจตรวจสอบอีเมลที่ส่งถึงชื่อแทนเหล่านี้เพื่อช่วยให้ Google ค้นหาการละเมิดบริการได้
    • 3.7 การขอบัญชีผู้ใช้ปลายทางเพิ่มเติมระหว่างระยะคำสั่งซื้อ ลูกค้าสามารถซื้อบัญชีผู้ใช้ปลายทางเพิ่มเติมในระยะคำสั่งซื้อได้โดยใช้แบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเติม หรือโดยสั่งผ่านคอนโซลผู้ดูแลระบบ บัญชีผู้ใช้ปลายทางเพิ่มเติมดังกล่าวจะมีระยะเวลาที่กำหนดเป็นสัดส่วนโดยสิ้นสุด ณ วันสุดท้ายของระยะคำสั่งซื้อที่เกี่ยวข้อง
  • 4. การระงับ
    • 4.1 การละเมิด AUP หาก Google รับรู้ว่าลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทางรายใดๆ ใช้บริการในลักษณะที่ละเมิด AUP แล้ว Google จะแจ้งลูกค้าและขอให้ลูกค้าแก้ไขการละเมิด หากลูกค้าไม่ได้แก้ไขการละเมิดภายใน 24 ชั่วโมงนับจากที่ Google ส่งคำขอไป Google สามารถระงับการใช้บริการของลูกค้าทั้งหมดหรือบางส่วนได้ จนกว่าการละเมิดจะได้รับการแก้ไข การระงับบริการอาจรวมถึงการลบหรือเลิกแชร์เนื้อหาที่ละเมิด AUP
    • 4.2 การระงับอื่นๆ Google สามารถระงับการใช้บริการของลูกค้าทั้งหมดหรือบางส่วนได้ทันที (รวมถึงการใช้บัญชีที่เกี่ยวข้อง) โดยไม่คำนึงถึงส่วนที่ 4.1 (การละเมิด AUP) หาก (ก) Google มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าการใช้บริการของลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทางอาจส่งผลเสียต่อบริการ การใช้บริการของลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทางรายอื่น หรือเครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ของ Google ที่ใช้ในการให้บริการ (ข) มีบุคคลที่สามที่น่าสงสัยเข้าถึงบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต (ค) Google มีเหตุผลอันควรเชื่อว่าจำเป็นต้องระงับโดยทันทีเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือกฎระเบียบใดๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือ (ง) ลูกค้าละเมิดส่วนที่ 3.3 (ข้อจำกัด) หรือข้อกำหนดเฉพาะบริการ Google จะยกเลิกการระงับเมื่อเหตุการณ์ที่นำไปสู่การระงับได้รับการแก้ไขแล้ว Google จะแจ้งให้ลูกค้าทราบถึงสาเหตุของการระงับโดยเร็วที่สุดตามที่เหมาะสมแก่เหตุตามคำขอของลูกค้า เว้นแต่กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะไม่อนุญาต
  • 5. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องข้อมูลของลูกค้า ความคิดเห็น และการใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ภายในบริการ
    • 5.1 สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ข้อตกลงนี้ไม่ได้ให้สิทธิในเนื้อหาของบุคคลอื่นหรือทรัพย์สินทางปัญญาใดๆ ของบุคคลอื่นแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะโดยนัยหรือโดยทางอื่นๆ เว้นแต่ว่ามีการระบุไว้อย่างชัดเจนในข้อตกลงนี้ ระหว่างทั้งสองฝ่าย ลูกค้าเป็นเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดในข้อมูลของลูกค้า และ Google เป็นเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดในบริการ
    • 5.2 การปกป้องข้อมูลของลูกค้า Google จะเข้าถึงหรือใช้ข้อมูลของลูกค้าเพื่อให้บริการและ TSS แก่ลูกค้าหรือตามที่ลูกค้ากำหนดไว้เท่านั้น Google จะไม่ประมวลผลข้อมูลของลูกค้าเพื่อใช้ในการโฆษณาหรือแสดงโฆษณาในบริการ โดยไม่จำกัดความครอบคลุมของประโยคก่อนหน้านี้ Google ได้ใช้และจะรักษามาตรการป้องกันทางการดูแลระบบ ทางกายภาพ และทางเทคนิคเพื่อป้องกันข้อมูลของลูกค้า ตามที่อธิบายเพิ่มเติมในการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล
    • 5.3 ความคิดเห็นของลูกค้า ลูกค้าสามารถแสดงความคิดเห็นหรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับบริการแก่ Google ("ความคิดเห็น") ได้ตามต้องการ หากลูกค้าแสดงความคิดเห็น Google และบริษัทในเครือสามารถใช้ความคิดเห็นนั้นได้โดยไม่มีข้อจำกัดและไม่มีภาระหน้าที่ต่อลูกค้า
    • 5.4 การใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ภายในบริการ Google ต้องแสดงเฉพาะสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของลูกค้าที่ลูกค้าอนุญาตภายในบริการโดยการอัปโหลดเข้าสู่บริการ Google ต้องแสดงสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของลูกค้าภายในพื้นที่ที่กำหนดของหน้าเว็บที่แสดงบริการแก่ลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทางของลูกค้า ลูกค้าสามารถระบุรายละเอียดของการใช้ดังกล่าวได้ในคอนโซลผู้ดูแลระบบ และ Google สามารถแสดงสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของ Google ในหน้าเว็บเพื่อระบุว่า Google เป็นผู้ให้บริการนี้ได้อีกเช่นกัน
  • 6. บริการสนับสนุนด้านเทคนิค Google จะให้บริการ TSS แก่ลูกค้าในระยะเวลาตามหลักเกณฑ์ TSS โดยอาจมีค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง TSS บางระดับจะมีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำที่เกิดซ้ำซึ่งอธิบายไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/tssg.html หากลูกค้าดาวน์เกรดระดับ TSS ในเดือนใดๆ ตามปฏิทิน Google สามารถให้บริการ TSS ที่ระดับเดิมและด้วยค่าธรรมเนียม TSS เท่าเดิมตามที่มีผลก่อนดาวน์เกรดต่อไปได้ในระยะเวลาที่เหลือของเดือนนั้น
  • 7. ข้อมูลที่เป็นความลับ
    • 7.1 ภาระหน้าที่ ผู้รับต้องใช้ข้อมูลที่เป็นความลับของฝ่ายที่เปิดเผยเพื่อใช้สิทธิของผู้รับและปฏิบัติตามภาระหน้าที่ภายใต้ข้อตกลงเท่านั้น และต้องใช้ความระมัดระวังตามสมควรในการป้องกันการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับของฝ่ายที่เปิดเผย ผู้รับสามารถเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับได้เฉพาะต่อบริษัทในเครือ พนักงาน ตัวแทน หรือที่ปรึกษามืออาชีพ ("ผู้รับมอบอำนาจ") ที่จำเป็นต้องทราบข้อมูลดังกล่าวและได้ลงนามตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร (หรือมีข้อผูกพัน ในกรณีของที่ปรึกษามืออาชีพ) ว่าจะรักษาข้อมูลนั้นให้เป็นความลับ ผู้รับต้องตรวจสอบว่าผู้รับมอบอำนาจใช้ข้อมูลที่เป็นความลับเพื่อใช้สิทธิและปฏิบัติตามภาระหน้าที่ภายใต้ข้อตกลงนี้เท่านั้น
    • 7.2 การเปิดเผยที่จำเป็น แม้ว่าจะมีข้อบัญญัติที่ขัดแย้งใดๆ ในข้อตกลงนี้ ผู้รับหรือบริษัทในเครือสามารถเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับในขอบเขตที่กระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดไว้ได้อีกเช่นกัน โดยมีเงื่อนไขว่าผู้รับหรือบริษัทในเครือต้องใช้มาตรการที่สมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์เพื่อ (ก) แจ้งคู่สัญญาอีกฝ่ายโดยทันทีก่อนการเปิดเผยข้อมูลที่เป็นความลับดังกล่าว และ (ข) ปฏิบัติตามคำขอที่สมเหตุสมผลของคู่สัญญาอีกฝ่ายเกี่ยวกับมาตรการคัดค้านการเปิดเผย โดยไม่คำนึงถึงที่กล่าวมา ส่วนย่อย (ก) และ (ข) ข้างต้นจะไม่มีผลบังคับใช้หากผู้รับพิจารณาว่าการปฏิบัติตาม (ก) และ (ข) อาจ (1) นำไปสู่การละเมิดกระบวนการทางกฎหมาย (2) ขัดขวางการตรวจสอบโดยหน่วยงานภาครัฐ หรือ (3) ส่งผลให้บุคคลหนึ่งเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส
  • 8. ระยะเวลาและการบอกเลิก
    • 8.1 ระยะเวลาของข้อตกลง ระยะเวลาของข้อตกลงนี้ ("ระยะเวลา") จะเริ่มต้นในวันที่มีผลและดำเนินต่อไปจนกว่าข้อตกลงจะถูกบอกเลิกหรือไม่ได้รับการต่ออายุตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 8 (ระยะเวลาและการบอกเลิก) นี้
    • 8.2 การต่ออายุ
      • (ก) เมื่อใช้แพ็กเกจแบบยืดหยุ่น ระยะคำสั่งซื้อของแพ็กเกจแบบยืดหยุ่นนับเป็นรายเดือน ระยะคำสั่งซื้อจะต่ออายุโดยอัตโนมัติไปอีกหนึ่งเดือนเมื่อสิ้นสุดแต่ละเดือน เว้นแต่ว่าลูกค้าจะยกเลิกผ่านคอนโซลผู้ดูแลระบบ
      • (ข) เมื่อใช้แพ็กเกจรายปี/ตามระยะเวลาที่กำหนด เมื่อสิ้นสุดระยะคำสั่งซื้อในแพ็กเกจรายปี/ตามระยะเวลาที่กำหนด บริการจะต่ออายุตามตัวเลือกที่ลูกค้าระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือคอนโซลผู้ดูแลระบบ
      • (ค) โดยทั่วไป ลูกค้าสามารถใช้คอนโซลผู้ดูแลระบบเพื่อปรับเปลี่ยนจำนวนบัญชีผู้ใช้ปลายทางที่จะต่ออายุได้ ลูกค้าต้องชำระเงินค่าบัญชีผู้ใช้ปลายทางที่ต่ออายุทั้งหมดให้กับ Google ตามอัตราค่าธรรมเนียมปัจจุบันในขณะนั้น ยกเว้นกรณีที่ลูกค้าและ Google ตกลงร่วมกันเป็นอย่างอื่น หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ต้องการต่ออายุบริการ ฝ่ายนั้นต้องแจ้งให้อีกฝ่ายทราบอย่างน้อย 15 วันก่อนสิ้นสุดระยะคำสั่งซื้อปัจจุบันในขณะนั้น และการแจ้งเรื่องการไม่ต่ออายุนี้จะมีผลเมื่อสิ้นสุดระยะคำสั่งซื้อปัจจุบันในขณะนั้น
    • 8.3 การบอกเลิกเนื่องจากการละเมิด ในขอบเขตที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถบอกเลิกข้อตกลงนี้ได้ทันทีโดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร หาก (ก) อีกฝ่ายละเมิดข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญและไม่แก้ไขการละเมิดดังกล่าวภายใน 30 วันหลังจากได้รับแจ้งเรื่องการละเมิดเป็นลายลักษณ์อักษร หรือ (ข) อีกฝ่ายเลิกดำเนินธุรกิจหรือต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลายโดยนานเกินกว่า 90 วัน
    • 8.4 การบอกเลิกตามความต้องการ ลูกค้าสามารถหยุดใช้บริการได้ทุกเมื่อ ลูกค้าสามารถบอกเลิกข้อตกลงนี้ตามความต้องการได้ทุกเมื่อโดยต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า โดยที่ลูกค้าจะต้องปฏิบัติตามข้อผูกมัดทางการเงินภายใต้แบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือข้อตกลงนี้ (รวมถึงการชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดสำหรับระยะคำสั่งซื้อ)
    • 8.5 การบอกเลิกเนื่องจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องและการละเมิดกฎหมาย Google สามารถบอกเลิกข้อตกลงนี้และ/หรือแบบฟอร์มคำสั่งซื้อใดๆ ที่เกี่ยวข้องได้ทันทีโดยแจ้งให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษร หาก Google มีเหตุผลอันควรเชื่อว่า (ก) การให้บริการที่ลูกค้าใช้ต่อไปจะละเมิดกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง หรือ (ข) ลูกค้าได้ละเมิดหรือทำให้ Google ละเมิดกฎหมายป้องกันการติดสินบนหรือกฎหมายควบคุมการส่งออกใดๆ หาก Google บอกเลิกข้อตกลงภายใต้ส่วนที่ 8.5(ก) Google จะคำนวณเงินตามสัดส่วนคืนให้แก่ลูกค้า โดยจะคำนวณค่าธรรมเนียมล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระตามระยะเวลาหลังจากการบอกเลิก
    • 8.6 ผลที่ตามมาจากการบอกเลิกหรือการไม่ต่ออายุ หากข้อตกลงถูกบอกเลิกหรือไม่ได้รับการต่ออายุ (ก) สิทธิและการเข้าถึงในบริการทั้งหมดจะสิ้นสุดลง (รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า) เว้นแต่จะอธิบายไว้เป็นอย่างอื่นในข้อตกลงนี้ และ (ข) ค่าธรรมเนียมทั้งหมดที่ลูกค้าคงค้างกับ Google จะถึงกำหนดชำระทันทีเมื่อลูกค้าได้รับใบเรียกเก็บเงินอิเล็กทรอนิกส์หรือตามที่ระบุไว้ในใบแจ้งหนี้ใบสุดท้าย
    • 8.7 ไม่มีการคืนเงิน การบอกเลิกหรือไม่ต่ออายุภายใต้ส่วนใดๆ ของข้อตกลงนี้ (รวมถึงการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล) จะไม่เป็นภาระหน้าที่ให้ Google ต้องคืนเงินค่าธรรมเนียม เว้นแต่จะระบุไว้เป็นอื่นอย่างชัดเจนในข้อตกลงนี้
  • 9. การประชาสัมพันธ์ ลูกค้าได้รับอนุญาตให้แจ้งต่อสาธารณะได้ว่าตนเองคือลูกค้าของบริการ ตามหลักเกณฑ์ด้านเครื่องหมายการค้า หากลูกค้าต้องการใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของ Google กับบริการ ลูกค้าต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Google ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในหลักเกณฑ์ด้านเครื่องหมายการค้า Google สามารถเพิ่มชื่อหรือสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของลูกค้าในรายชื่อลูกค้าของ Google ได้ ไม่ว่าจะทางออนไลน์หรือในสื่อเพื่อการโปรโมต และ Google สามารถอ้างอิงถึงลูกค้าทางวาจาว่าเป็นลูกค้าของบริการได้ ทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องได้รับอนุญาตภายใต้ส่วนที่ 9 (การประชาสัมพันธ์) นี้เพื่อจัดทำแถลงการณ์ต่อสาธารณะที่คล้ายคลึงเป็นอย่างยิ่งกับแถลงการณ์ต่อสาธารณะที่ได้รับอนุมัติก่อนหน้า การใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องนำมาใช้เพื่อประโยชน์ของฝ่ายที่มีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์นั้นๆ คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเพิกถอนสิทธิของอีกฝ่ายในการใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของตนได้ภายใต้ส่วนที่ 9 (การประชาสัมพันธ์) นี้ โดยต้องแจ้งอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรให้อีกฝ่ายทราบพร้อมระบุระยะเวลาที่สมเหตุสมผลในการยกเลิกการใช้งาน
  • 10. การรับรองและการรับประกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายรับรองและรับประกันว่า (ก) ตนเองมีอำนาจและสิทธิโดยสมบูรณ์ในการทำข้อตกลง และ (ข) ตนเองจะปฏิบัติตามกฎหมายและกฎระเบียบทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการให้ รับ หรือใช้บริการ หากมี
  • 11. ข้อจำกัดความรับผิดชอบ ยกเว้นเมื่อมีการระบุไว้ในข้อตกลงอย่างชัดเจน ในขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนด Google ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องและจำกัดความรับผิดอย่างชัดเจนในกรณีต่อไปนี้ (ก) การรับประกันทุกลักษณะ ทั้งโดยชัดเจน โดยนัย โดยเป็นไปตามกฎหมาย หรืออื่นๆ รวมถึงการรับประกันคุณค่าความเป็นสินค้า ความเหมาะสมกับกรณีการใช้งานหนึ่งๆ กรรมสิทธิ์ การไม่ละเมิด หรือการใช้บริการโดยไม่มีข้อผิดพลาดหรือไม่ขาดตอน และ (ข) การรับรองใดๆ เกี่ยวกับเนื้อหาหรือข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านบริการ
  • 12. ข้อจำกัดความรับผิด
    • 12.1 ข้อจำกัดความรับผิดโดยอ้อม ในขอบเขตที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องกำหนดและภายใต้ส่วนที่ 12.3 (ความรับผิดที่ไม่จำกัด) ทั้งสองฝ่ายจะไม่ต้องมีความรับผิดใดๆ ที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงในกรณีของ (ก) ความเสียหายโดยอ้อม เป็นผลของเหตุการณ์อื่น เป็นกรณีพิเศษ เกิดขึ้นเอง หรือเป็นบทลงโทษ หรือ (ข) การสูญเสียรายได้ กำไร เงินออม หรือค่าความนิยม
    • 12.2 ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเงินสำหรับความรับผิด ความรับผิดโดยรวมทั้งหมดของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่อความเสียหายที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงจำกัดไว้ที่ค่าธรรมเนียมที่ลูกค้าชำระในช่วง 12 เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรับผิด
    • 12.3 ความรับผิดที่ไม่จำกัด ไม่มีส่วนใดในข้อตกลงที่ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในกรณีต่อไปนี้
      • (ก) การประพฤติมิชอบหรือการสื่อให้เข้าใจผิดอันเป็นการฉ้อโกง
      • (ข) ภาระหน้าที่ภายใต้ส่วนที่ 13 (การชดใช้ค่าเสียหาย)
      • (ค) การละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของอีกฝ่าย
      • (ง) ภาระหน้าที่ในการชำระเงินภายใต้ข้อตกลง หรือ
      • (จ) สิ่งที่ไม่สามารถละเว้นหรือจำกัดความรับผิดได้ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • 13. การชดใช้ค่าเสียหาย
    • 13.1 ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของ Google Google ต้องปกป้องลูกค้าและบริษัทในเครือที่ใช้บริการภายใต้บัญชีของลูกค้า และชดใช้ค่าเสียหายจากความรับผิดที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในการดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สามใดๆ ในขอบเขตที่เกิดขึ้นจากข้อกล่าวหาว่าบริการใดๆ หรือสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของ Google ใดๆ ละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลที่สาม
    • 13.2 ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของลูกค้า ลูกค้าต้องปกป้อง Google และบริษัทในเครือที่ให้บริการ และชดใช้ค่าเสียหายจากความรับผิดที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายในการดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สามใดๆ ในขอบเขตที่เกิดขึ้นจาก (ก) ข้อมูลของลูกค้าหรือสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของลูกค้า หรือ (ข) การใช้บริการของลูกค้าหรือผู้ใช้ปลายทางที่ละเมิด AUP หรือส่วนที่ 3.3 (ข้อจำกัด)
    • 13.3 ข้อยกเว้น ส่วนที่ 13.1 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของ Google) และ 13.2 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของลูกค้า) จะไม่มีผลบังคับใช้ในขอบเขตที่มีข้อกล่าวหาอันเกิดจาก (ก) การละเมิดข้อตกลงของฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย หรือ (ข) การรวมเทคโนโลยีหรือสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายกับเนื้อหาที่ไม่ได้มาจากฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายภายใต้ข้อตกลง เว้นแต่การรวมดังกล่าวจะกำหนดไว้โดยข้อตกลง
    • 13.4 เงื่อนไข ส่วนที่ 13.1 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของ Google) และ 13.2 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของลูกค้า) เป็นไปตามเงื่อนไขต่อไปนี้
      • (ก) ฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายต้องแจ้งข้อกล่าวหาที่นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมายของบุคคลที่สามให้ฝ่ายที่ชดใช้ค่าเสียหายทราบอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรทันที และให้ความร่วมมืออย่างสมเหตุสมผลกับฝ่ายที่ชดใช้ค่าเสียหายเพื่อแก้ไขข้อกล่าวหาและการดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สาม หากการละเมิดส่วนที่ 13.4(ก) นี้ส่งผลต่อการป้องกันการดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สาม ภาระหน้าที่ของฝ่ายชดใช้ค่าเสียหายในส่วนที่ 13.1 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของ Google) หรือ 13.2 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของลูกค้า) (ตามแต่กรณี) จะลดลงตามสัดส่วนของความเสียหาย
      • (ข) ฝ่ายใดๆ ที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายต้องเป็นเพียงผู้เดียวที่ควบคุมสัดส่วนที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากการดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สามกับฝ่ายที่ชดใช้ค่าเสียหาย โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขต่อไปนี้ (1) ฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายสามารถแต่งตั้งทนายอิสระได้โดยแบกรับค่าใช้จ่ายของตนเอง (2) การระงับข้อพิพาทใดๆ ที่ต้องให้ฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายยอมรับผิด ชำระเงิน หรือดำเนินการ (หรืองดเว้นการดำเนินการใดๆ) จะต้องได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรจากฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายก่อนว่าจะไม่ระงับการดำเนินการ ตั้งเงื่อนไข หรือดำเนินการล่าช้าอย่างไม่สมเหตุผล
    • 13.5 การชดเชย
      • (ก) หาก Google มีเหตุอันควรให้เชื่อว่าบริการอาจละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลที่สาม Google จะดำเนินการได้ดังนี้ตามดุลยพินิจและความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว (1) ขอรับสิทธิให้ลูกค้าใช้บริการได้ต่อไป (2) ปรับเปลี่ยนบริการให้ไม่ละเมิดสิทธิโดยไม่ลดฟังก์ชันการทำงานอันเป็นสาระสำคัญ หรือ (3) แทนที่บริการนี้ด้วยบริการอื่นที่มีฟังก์ชันการทำงานเทียบเท่าและไม่ละเมิดสิทธิ
      • (ข) หาก Google ไม่เชื่อว่าการชดเชยในส่วนที่ 13.5(ก) มีความสมเหตุสมผลในเชิงพาณิชย์ Google สามารถระงับหรือบอกเลิกไม่ให้ลูกค้าใช้บริการที่ได้รับผลกระทบได้ หาก Google บอกเลิกบริการที่ได้รับผลกระทบ Google จะคำนวณเงินตามสัดส่วนคืนให้แก่ลูกค้า โดยจะคำนวณค่าธรรมเนียมล่วงหน้าที่ลูกค้าชำระ ตามระยะเวลาหลังจากการบอกเลิกบริการดังกล่าว
    • 13.6 สิทธิและภาระหน้าที่แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่ 13 (การชดใช้ค่าเสียหาย) นี้ระบุการชดเชยพิเศษเฉพาะตัวสำหรับคู่สัญญาแต่เพียงผู้เดียวภายใต้ข้อตกลงนี้อันเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของบุคคลที่สามที่ครอบคลุมโดยส่วนที่ 13 (การชดใช้ค่าเสียหาย) นี้ โดยไม่ส่งผลต่อสิทธิในการบอกเลิกอื่นใดของแต่ละฝ่าย
  • 14. ลูกค้าจากพาร์ทเนอร์ ส่วนที่ 14 (ลูกค้าจากพาร์ทเนอร์) นี้มีผลบังคับใช้เฉพาะในกรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อบริการจากตัวแทนจำหน่ายภายใต้ข้อตกลงของตัวแทนจำหน่ายเท่านั้น (บริการดังกล่าวคือ "บริการจากพาร์ทเนอร์")
    • 14.1 ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เพื่อจุดประสงค์ของบริการจากพาร์ทเนอร์
      • (ก) ส่วนที่ 2 (เงื่อนไขการชำระเงิน) ของข้อตกลงนี้จะไม่มีผลบังคับใช้
      • (ข) จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมของตัวแทนจำหน่าย และสามารถชำระกับตัวแทนจำหน่ายได้โดยตรง และราคาสำหรับบริการจากพาร์ทเนอร์จะกำหนดโดยตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าร่วมกันเท่านั้น
      • (ค) ลูกค้าต้องได้รับเครดิต SLA ใดๆ ที่เกี่ยวข้องจากตัวแทนจำหน่าย
      • (ง) ส่วนที่ 12.2 (ข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนเงินสำหรับความรับผิด) จะเปลี่ยนเป็น "ความรับผิดโดยรวมทั้งหมดของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายต่อความเสียหายที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงจำกัดไว้ที่ค่าธรรมเนียมของตัวแทนจำหน่ายที่ลูกค้าชำระสำหรับบริการจากพาร์ทเนอร์ในช่วง 12 เดือนก่อนเกิดเหตุการณ์ที่นำไปสู่ความรับผิด"
      • (จ) การต่ออายุใดๆ สำหรับบริการและ/หรือคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายต้องเป็นไปตามที่ลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายตกลงร่วมกันไว้
      • (ฉ) "ระยะคำสั่งซื้อ" ตามที่ใช้ในข้อตกลง หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่วันที่เริ่มต้นบริการหรือวันที่ต่ออายุ (หากมี) สำหรับบริการจากพาร์ทเนอร์และดำเนินไปเป็นช่วงเวลาที่บ่งชี้ในคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายปัจจุบันในขณะนั้น เว้นแต่ว่าจะสิ้นสุดลงตามข้อตกลง และ
      • (ช) "วันที่เริ่มต้นบริการ" ตามที่ใช้ในข้อตกลง หมายถึงวันที่เริ่มต้นซึ่งระบุไว้ในคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่าย หรือหากไม่มีระบุไว้ในคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่าย จะหมายถึงวันที่ Google เริ่มให้บริการจากพาร์ทเนอร์แก่ลูกค้า
    • 14.2 การแชร์ข้อมูลที่เป็นความลับ Google สามารถแชร์ข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้ากับตัวแทนจำหน่ายในฐานะผู้รับมอบอำนาจได้โดยขึ้นอยู่กับส่วนที่ 7.1 (ภาระหน้าที่)
    • 14.3 ตัวแทนจำหน่ายในฐานะผู้ดูแลระบบ ตัวแทนจำหน่ายสามารถเข้าถึงบัญชีของลูกค้าหรือบัญชีผู้ใช้ปลายทางได้ตามการพิจารณาตามที่เห็นสมควรของลูกค้า ในแง่ความสัมพันธ์ระหว่าง Google กับลูกค้านั้น ถือว่าลูกค้ามีหน้าที่รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในเรื่องดังนี้ (ก) สิทธิใดๆ ของตัวแทนจำหน่ายในการเข้าถึงบัญชีของลูกค้าหรือบัญชีผู้ใช้ปลายทาง และ (ข) การกำหนดสิทธิหรือภาระหน้าที่ใดๆ ของตัวแทนจำหน่ายและลูกค้าในด้านบริการจากพาร์ทเนอร์ในข้อตกลงของตัวแทนจำหน่าย
    • 14.4 ฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิคของตัวแทนจำหน่าย ลูกค้ารับทราบและยอมรับว่าตัวแทนจำหน่ายสามารถเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ปลายทางแก่ Google ตามที่มีการกำหนดไว้อย่างสมเหตุสมผลเพื่อให้ตัวแทนจำหน่ายจัดการปัญหาด้านการสนับสนุนใดๆ ที่ลูกค้าส่งต่อไปยังหรือผ่านตัวแทนจำหน่ายได้
  • 15. เบ็ดเตล็ด
    • 15.1 การแจ้งให้ทราบ Google ต้องแจ้งให้ลูกค้าทราบภายใต้ข้อตกลงโดยส่งอีเมลไปยังที่อยู่อีเมลสำหรับการแจ้งเตือน ลูกค้าต้องแจ้งข้อมูลใดๆ แก่ Google ภายใต้ข้อตกลงโดยส่งอีเมลมาที่ legal-notices@google.com โดยจะถือว่าได้รับการแจ้งเมื่อส่งอีเมลแล้ว ลูกค้ามีหน้าที่แก้ไขที่อยู่อีเมลสำหรับการแจ้งเตือนให้เป็นปัจจุบันตลอดระยะเวลาของข้อตกลง
    • 15.2 อีเมล คู่สัญญาสามารถใช้อีเมลแทนการอนุมัติหรือคำยินยอมที่เป็นลายลักษณ์อักษรตามข้อกำหนดภายใต้ข้อตกลงนี้ได้
    • 15.3 การให้สิทธิ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่สามารถให้สิทธิส่วนใดๆ ในข้อตกลงนี้ได้หากไม่ได้รับคำยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษรของอีกฝ่าย ยกเว้นกรณีที่ให้สิทธิแก่บริษัทในเครือที่ (ก) ผู้รับโอนสิทธิได้ยินยอมที่จะมีข้อผูกพันตามข้อกำหนดของข้อตกลงนี้เป็นลายลักษณ์อักษร และ (ข) ผู้ให้สิทธิได้แจ้งให้อีกฝ่ายทราบถึงการให้สิทธิแล้ว ความพยายามอื่นใดในการให้สิทธิจะถือว่าเป็นโมฆะ หากลูกค้าให้สิทธิในข้อตกลงนี้แก่บริษัทในเครือในเขตอำนาจศาลอื่นในลักษณะที่มีการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานที่ทำสัญญาของ Google ตามที่กำหนดไว้ที่ https://cloud.google.com/terms/google-entity หน่วยงานที่ทำสัญญาของ Google แห่งใหม่จะได้รับโอนสิทธิในข้อตกลงนี้โดยอัตโนมัติ
    • 15.4 การเปลี่ยนการควบคุม หากคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมีการเปลี่ยนแปลงการควบคุมนอกเหนือจากการปรับโครงสร้างภายในหรือการปรับโครงสร้างองค์กร (เช่น ผ่านการซื้อหรือขายหุ้น การควบรวมกิจการ หรือธุรกรรมของบริษัทในรูปแบบอื่น) ฝ่ายนั้นต้องแจ้งอีกฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วันนับจากการเปลี่ยนแปลงการควบคุม
    • 15.5 สิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คู่สัญญาไม่มีความรับผิดสำหรับความล้มเหลวหรือความล่าช้าในการปฏิบัติงานในขอบเขตที่สถานการณ์บังคับให้อยู่นอกเหนือการควบคุมที่สมเหตุสมผล รวมถึงเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติทางธรรมชาติ การก่อการร้าย การจลาจล หรือสงคราม
    • 15.6 การเหมาช่วง Google สามารถเหมาช่วงภาระหน้าที่ภายใต้ข้อตกลงนี้ได้ แต่จะยังมีความรับผิดแก่ลูกค้าจากภาระหน้าที่ใดๆ ที่เหมาช่วง
    • 15.7 ไม่มีตัวแทน ข้อตกลงนี้ไม่มีการสร้างตัวแทน พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ หรือกิจการร่วมค้าใดๆ ระหว่างคู่สัญญา
    • 15.8 ไม่มีการสละสิทธิ์ จะไม่มีการถือว่าคู่สัญญาได้สละสิทธิใดๆ โดยการไม่ใช้ (หรือการเลื่อนเวลาในการใช้) สิทธิใดๆ ภายใต้ข้อตกลงนี้
    • 15.9 การแยกออกจากกันได้ หากส่วนใดของข้อตกลงนี้ไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย หรือไม่สามารถบังคับใช้ ส่วนที่เหลือของข้อตกลงจะยังคงมีผลบังคับใช้
    • 15.10 ไม่มีผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นบุคคลที่สาม ข้อตกลงนี้ไม่ได้มีการมอบผลประโยชน์ใดๆ แก่บุคคลที่สาม เว้นแต่ว่าข้อตกลงจะระบุไว้เช่นนั้นอย่างชัดเจน โปรดทราบว่าบริษัทในเครือ Google คือผู้รับผลประโยชน์ที่เป็นบุคคลที่สามของส่วนที่ 5.3 (ความคิดเห็นของลูกค้า) ส่วนที่ 7 (ข้อมูลที่เป็นความลับ) และส่วนที่ 13.2 (ภาระหน้าที่ในการชดใช้ค่าเสียหายของลูกค้า) ในจุดที่ให้บริการ
    • 15.11 การเยียวยา ไม่มีส่วนใดในข้อตกลงนี้ที่จะจำกัดสิทธิของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในการพยายามได้มาซึ่งการเยียวยา
    • 15.12 กฎหมายที่ควบคุมของสหรัฐอเมริกา
      • (ก) สำหรับหน่วยงานภาครัฐระดับเมือง เคาน์ตี และรัฐของสหรัฐอเมริกา หากลูกค้าเป็นหน่วยงานภาครัฐระดับเมือง เคาน์ตี หรือรัฐของสหรัฐอเมริกา ข้อตกลงจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เกี่ยวกับกฎหมายและสถานที่ที่ควบคุม
      • (ข) สำหรับหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา หากลูกค้าเป็นหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา เงื่อนไขที่จะบังคับใช้คือ การอ้างสิทธิทั้งหมดที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้หรือบริการจะอยู่ในบังคับของกฎหมายของสหรัฐอเมริกา ยกเว้นการขัดกันแห่งกฎหมายของสหรัฐอเมริกา เฉพาะในขอบเขตที่กฎหมายของรัฐบาลกำหนด (1) กฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนีย (ยกเว้นการขัดกันแห่งกฎหมายของแคลิฟอร์เนีย) จะบังคับใช้ในกรณีที่ไม่มีกฎหมายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และ (2) สำหรับการอ้างสิทธิทั้งหมดที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้หรือบริการ คู่สัญญายินยอมต่อเขตอำนาจศาลส่วนบุคคลและสถานที่พิจารณาเฉพาะโดยศาลในซานตาคลาราเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย
      • (ค) สำหรับหน่วยงานอื่นทั้งหมด หากลูกค้าเป็นองค์กรที่ไม่ได้ระบุไว้ในส่วน 15.12(ก) (กฎหมายที่ควบคุมของสหรัฐอเมริกาสำหรับหน่วยงานภาครัฐระดับเมือง เคาน์ตี และรัฐของสหรัฐอเมริกา) หรือ (ข) (กฎหมายที่ควบคุมของสหรัฐอเมริกาสำหรับหน่วยงานรัฐบาล) เงื่อนไขที่จะบังคับใช้คือ การอ้างสิทธิทั้งหมดที่เกิดจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้หรือบริการจะอยู่ในบังคับของกฎหมายแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ยกเว้นการขัดกันแห่งกฎหมายของรัฐนั้น และจะมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นการเฉพาะในศาลของสหพันธรัฐหรือศาลยุติธรรมแห่งซานตาคลาราเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ที่คู่สัญญายินยอมต่อเขตอำนาจศาลส่วนบุคคลในศาลเหล่านั้น
    • 15.13 การแก้ไข ยกเว้นตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 1.5(ข) (การเปลี่ยนแปลง: ข้อตกลง) (ค) (การเปลี่ยนแปลง: ข้อกำหนดของ URL (ยกเว้นการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล)) หรือ (ง) (การเปลี่ยนแปลง: การแก้ไขการประมวลผลข้อมูล) การแก้ไขใดๆ ในข้อตกลงนี้หลังจากวันที่มีผลต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษร ลงนามโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย และระบุอย่างชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขข้อตกลงนี้ โปรดทราบว่าการให้ URL ที่อัปเดตแล้วแทน URL ใดๆ ที่ระบุในข้อตกลงนี้โดย Google จะไม่ถือเป็นการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดของข้อตกลง
    • 15.14 การมีผลต่อไป ส่วนที่จะมีผลต่อไปหลังจากข้อตกลงนี้หมดอายุหรือถูกบอกเลิก ได้แก่ ส่วนที่ 2 (เงื่อนไขการชำระเงิน) ส่วนที่ 5 (สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา การปกป้องข้อมูลของลูกค้า ความคิดเห็น และการใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ภายในบริการ) ส่วนที่ 7 (ข้อมูลที่เป็นความลับ) ส่วนที่ 8.6 (ผลที่ตามมาจากการบอกเลิกหรือการไม่ต่ออายุ) ส่วนที่ 11 (ข้อจำกัดความรับผิดชอบ) ส่วนที่ 12 (ข้อจำกัดความรับผิด) ส่วนที่ 13 (การชดใช้ค่าเสียหาย) ส่วนที่ 14.1 (ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง) ส่วนที่ 14.2 (การแชร์ข้อมูลที่เป็นความลับ) และส่วนที่ 15 (เบ็ดเตล็ด)
    • 15.15 ข้อตกลงฉบับสมบูรณ์ ข้อตกลงนี้กล่าวถึงข้อกำหนดทั้งหมดที่ตกลงร่วมกันระหว่างคู่สัญญา และบอกเลิกและมีผลแทนข้อตกลงอื่นทั้งหมดระหว่างคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของข้อตกลงนี้ รวมถึงข้อตกลงฉบับใดๆ ก่อนหน้านี้ ในการทำข้อตกลงนี้ คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายไม่ได้พึ่งพาและจะไม่มีสิทธิหรือการชดเชยใดๆ ตามคำแถลง การรับรอง หรือการรับประกันใดๆ (ไม่ว่าจะกระทำโดยความประมาทหรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์) นอกจากที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในข้อตกลงนี้
    • 15.16 ข้อกำหนดที่ขัดแย้ง หากมีความขัดแย้งกันระหว่างเอกสารที่ประกอบขึ้นเป็นข้อตกลงนี้ เอกสารจะควบคุมในลำดับต่อไปนี้ (ที่มีความสำคัญจากมากไปน้อย) แบบฟอร์มคำสั่งซื้อ การแก้ไขการประมวลผลข้อมูล ส่วนที่เหลือของข้อตกลง (ยกเว้นข้อกำหนดของ URL) และข้อกำหนดของ URL (นอกเหนือจากการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล)
    • 15.17 ส่วนหัว ส่วนหัวและคำอธิบายส่วนหัวที่ใช้ในข้อตกลงมีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการอ้างอิงเท่านั้นและจะไม่มีผลกระทบต่อการตีความข้อตกลง
    • 15.18 ภาษาที่ขัดแย้งกัน หากมีการแปลข้อตกลงนี้เป็นภาษาอื่นนอกเหนือจากภาษาอังกฤษ และข้อความภาษาอังกฤษและข้อความที่แปลเป็นภาษาอื่นนั้นแตกต่างกัน ข้อความภาษาอังกฤษจะมีผลบังคับใช้ เว้นแต่ว่าจะระบุไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดเจนในข้อความที่แปล
    • 15.19 คำนิยาม
      • "บัญชี" หมายถึงข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี Google ของลูกค้าและสิทธิที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงบริการภายใต้ข้อตกลงฉบับนี้
      • "ผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม" หมายถึงผลิตภัณฑ์ บริการ และแอปพลิเคชันที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของบริการ แต่สามารถเข้าถึงเพื่อใช้งานร่วมกับบริการได้
      • "ข้อกำหนดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม" หมายถึงข้อกำหนดปัจจุบันในขณะนั้นที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/additional_services.html
      • "บัญชีผู้ดูแลระบบ" หมายถึงประเภทของบัญชีผู้ใช้ปลายทางที่ลูกค้า (หรือตัวแทนจำหน่าย หากมี) สามารถใช้เพื่อดูแลระบบของบริการได้
      • "คอนโซลผู้ดูแลระบบ" หมายถึงคอนโซลและเครื่องมือออนไลน์ที่ Google ให้บริการแก่ลูกค้าเพื่อใช้ดูแลระบบของบริการ
      • "ผู้ดูแลระบบ" หมายถึงบุคลากรที่ลูกค้าแต่งตั้งให้ดูแลระบบของบริการที่มอบให้แก่ผู้ใช้ปลายทางในนามของลูกค้า และมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลของลูกค้าและบัญชีผู้ใช้ปลายทางได้ สิทธิดังกล่าว หมายรวมถึงการเข้าถึง ตรวจสอบ ใช้ แก้ไข ระงับ หรือเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวกับบัญชีผู้ใช้ปลายทางให้ผู้ใช้ปลายทางเข้าถึงได้
      • "โฆษณา" หมายถึงโฆษณาออนไลน์ที่ Google แสดงแก่ผู้ใช้ปลายทาง ยกเว้นโฆษณาอันเกี่ยวข้องกับบริการที่ลูกค้าเลือกอย่างชัดเจนให้ Google หรือบริษัทในเครือแสดงภายใต้ข้อตกลงแยกต่างหาก (เช่น โฆษณา Google AdSense ที่ลูกค้าดำเนินการในเว็บไซต์ที่ลูกค้าสร้างโดยใช้ฟังก์ชันการทำงานของ "Google Sites" ภายในบริการ)
      • "บริษัทในเครือ" หมายถึงบุคคลที่ควบคุม ถูกควบคุม หรืออยู่ในการควบคุมระดับเดียวกับคู่สัญญา ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม
      • "กฎหมายป้องกันการติดสินบน" หมายถึงกฎหมายป้องกันการติดสินบนพาณิชย์และมหาชนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงกฎหมายว่าด้วยการกระทำอันเป็นการทุจริตข้ามชาติของสหรัฐอเมริกาปี 1977 (U.S. Foreign Corrupt Practices Act of 1977) และพระราชบัญญัติการติดสินบนแห่งสหราชอาณาจักรปี 2010 (UK Bribery Act 2010) ที่ห้ามมิให้เสนอสิ่งใดก็ตามที่มีมูลค่าแก่ใครก็ตาม รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมอันเป็นการทุจริต เพื่อให้ได้รับหรือรักษาธุรกิจไว้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อได้เปรียบทางการค้าอื่นใดโดยมิชอบ เจ้าหน้าที่รัฐ หมายรวมถึงพนักงานของรัฐบาล ผู้สมัครรับเลือกตั้ง สมาชิกราชวงศ์ และพนักงานของบริษัทที่รัฐบาลเป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุม องค์กรระหว่างประเทศของรัฐบาล และพรรคการเมือง
      • "AUP" หมายถึงนโยบายการใช้งานที่ยอมรับได้ปัจจุบันในขณะนั้นสำหรับบริการที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/use_policy.html
      • "BAA" หรือ "ข้อตกลงสำหรับผู้ร่วมธุรกิจ" คือการแก้ไขข้อตกลงที่ครอบคลุมการจัดการข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครอง (ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย HIPAA)
      • "สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์" หมายถึงชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมายการบริการ โลโก้ ชื่อโดเมน และสิ่งแสดงความเป็นแบรนด์อื่นๆ ที่โดดเด่นของคู่สัญญาแต่ละฝ่ายตามลำดับ ตามที่คู่สัญญานั้นครอบครองเป็นครั้งคราว
      • "ข้อมูลที่เป็นความลับ" หมายถึงข้อมูลที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือบริษัทในเครือ) เปิดเผยให้กับบุคคลอื่นภายใต้ข้อตกลงนี้ และมีการกำกับไว้ว่าเป็นความลับ หรือโดยปกติถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นความลับภายใต้สถานการณ์นั้นๆ ข้อมูลที่เป็นความลับไม่รวมถึงข้อมูลที่ผู้รับพัฒนาขึ้นโดยอิสระ ที่บุคคลที่สามมอบให้แก่ผู้รับอย่างถูกต้องโดยปราศจากภาระหน้าที่ในการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับ หรือที่กลายเป็นข้อมูลสาธารณะโดยไม่ใช่ความผิดของผู้รับ ทั้งนี้ ข้อมูลของลูกค้าถือเป็นข้อมูลที่เป็นความลับของลูกค้าตามประโยคที่กล่าวมาก่อนหน้านี้
      • "การควบคุม" หมายถึงการควบคุมเกินกว่าร้อยละ 50 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมดหรือส่วนได้ส่วนเสียของฝ่ายหนึ่ง
      • "บริการหลัก" หมายถึง "บริการหลัก" ปัจจุบันในขณะนั้นตามที่อธิบายไว้ในข้อมูลสรุปของบริการ ยกเว้นข้อเสนอใดๆ ของบุคคลที่สาม
      • "ข้อมูลของลูกค้า" หมายถึงข้อมูลที่จัดส่ง จัดเก็บ ส่ง หรือได้รับผ่านบริการที่ดำเนินการโดยลูกค้า หรือผู้ใช้ปลายทางของลูกค้า
      • "การแก้ไขการประมวลผลข้อมูล" หมายถึงข้อกำหนดปัจจุบันในขณะนั้นที่อธิบายการปกป้องข้อมูลและภาระหน้าที่ในการประมวลผลข้อมูลของลูกค้า ตามที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/dpa_terms.html
      • "อีเมลของโดเมน" หมายถึงอีเมลในชื่อโดเมนซึ่งจะใช้ร่วมกับบริการ
      • "ชื่อโดเมน" หมายถึงชื่อโดเมนที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อหรือคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายเพื่อใช้ร่วมกับบริการ
      • "ผู้ใช้ปลายทาง" หมายถึงบุคคลที่ลูกค้าอนุญาตให้ใช้บริการและที่ผู้ดูแลระบบจัดการ โปรดทราบว่าผู้ใช้ปลายทางอาจรวมถึงพนักงานของบริษัทในเครือของลูกค้าและบุคคลที่สามอื่นๆ
      • "บัญชีผู้ใช้ปลายทาง" หมายถึงบัญชีที่ Google โฮสต์ซึ่งลูกค้าเป็นผู้สร้างขึ้นผ่านบริการเพื่อให้ผู้ใช้ปลายทางใช้บริการได้
      • "กฎหมายควบคุมการส่งออก" หมายถึงกฎหมายและกฎระเบียบที่ควบคุมการส่งออกและการส่งออกซ้ำทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง รวมถึง (ก) กฎระเบียบการส่งออก (Export Administration Regulations หรือ "EAR") ที่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาบังคับใช้ (ข) การลงโทษทางการค้าและเศรษฐกิจที่สำนักงานควบคุมสินทรัพย์ในต่างประเทศของกระทรวงการคลังของสหรัฐอเมริกาบังคับใช้ และ (ค) กฎระเบียบการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์ระหว่างประเทศ (International Traffic in Arms Regulations หรือ "ITAR") ที่กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาบังคับใช้
      • "ค่าธรรมเนียม" หมายถึง (ก) ปริมาณการใช้หรือสั่งซื้อบริการของลูกค้าคูณด้วยราคา หรือ (ข) ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องสำหรับ TSS และบวกภาษีใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
      • "กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง" หมายถึงกิจกรรมที่มีเหตุผลอันควรให้คาดหมายได้ว่าการใช้บริการหรือความล้มเหลวของบริการอาจนำไปสู่การเสียชีวิต การบาดเจ็บส่วนบุคคล หรือความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมหรือทรัพย์สิน (เช่น การสร้างหรือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับโรงงานพลังงานนิวเคลียร์ การควบคุมจราจรทางอากาศ ระบบช่วยชีวิต หรืออาวุธ)
      • "HIPAA" หมายถึงกฎหมายว่าด้วยการควบคุมและการส่งผ่านข้อมูลทางด้านการประกันสุขภาพปี 1996 ซึ่งอาจมีการแก้ไขเป็นครั้งคราว และกฎระเบียบต่างๆ ที่ออกภายใต้อำนาจของกฎหมายนี้
      • "รวมถึง" หมายถึงซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง
      • "ความรับผิดที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหาย" หมายถึง (1) จำนวนเงินชดใช้ที่ฝ่ายที่ชดใช้ค่าเสียหายอนุมัติ และ (2) ความเสียหายและค่าใช้จ่ายที่ต้องมอบให้แก่ฝ่ายที่ได้รับการชดใช้ค่าเสียหายจากคำตัดสินอันเป็นที่สิ้นสุดของศาลที่มีเขตอำนาจ
      • "สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา" หมายถึงสิทธิในสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สิทธิในเครื่องหมายการค้า สิทธิในความลับทางการค้า (หากมี) สิทธิในการออกแบบ สิทธิในฐานข้อมูล สิทธิในชื่อโดเมน สิทธิทางศีลธรรม และสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ทั้งหมด (ทั้งที่มีการจดทะเบียนและไม่ได้จดทะเบียน) ทั่วโลก
      • "กระบวนการทางกฎหมาย" หมายถึงคำขอให้เปิดเผยข้อมูลที่จัดทำขึ้นตามกฎหมาย กฎระเบียบของรัฐบาล คำสั่งศาล หมายเรียก หมายอาญา หรืออำนาจตามกฎหมายอื่นๆ การดำเนินการทางกฎหมาย หรือกระบวนการที่คล้ายกันที่มีผลบังคับใช้
      • "ความรับผิด" หมายถึงความรับผิดใดๆ ทั้งภายใต้สัญญา จากการละเมิด (รวมถึงความประมาท) หรืออื่นๆ โดยไม่คำนึงว่าอีกฝ่ายมีการคาดการณ์ล่วงหน้าหรือไตร่ตรองมาแล้วหรือไม่
      • "ที่อยู่อีเมลสำหรับการแจ้งเตือน" หมายถึงอีเมลที่ลูกค้ากำหนดไว้ในคอนโซลผู้ดูแลระบบ
      • "แบบฟอร์มคำสั่งซื้อ" หมายถึงหน้าคำสั่งซื้อออนไลน์หน้าเดียวหรือหลายหน้า หรือเอกสารการสั่งซื้ออื่นๆ ที่ Google ยอมรับได้ภายใต้ข้อตกลงนี้ ซึ่งออกโดย Google และยอมรับหรือลงนามโดยลูกค้า โดยระบุบริการที่ลูกค้าสั่งซื้อจาก Google ภายใต้ข้อตกลง
      • "ระยะคำสั่งซื้อ" หมายถึงระยะเวลาที่เริ่มต้นจากวันที่เริ่มต้นบริการและต่อเนื่องไปเป็นระยะเวลาตามที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ เว้นแต่ว่าจะสิ้นสุดตามข้อตกลงนี้
      • "บริการอื่น" หมายถึง "บริการอื่น" ปัจจุบันในขณะนั้นตามที่อธิบายไว้ในข้อมูลสรุปของบริการ ยกเว้นข้อเสนอใดๆ ของบุคคลที่สาม
      • "ราคา" หมายถึงราคาที่เกี่ยวข้องปัจจุบันในขณะนั้นสำหรับบริการตามที่อธิบายไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/pricing.html เว้นแต่ว่าจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในเอกสารแนบท้ายหรือแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ ราคายังไม่รวมภาษี
      • "ตัวแทนจำหน่าย" (หากมี) หมายถึงตัวแทนจำหน่ายภายนอกที่ไม่ใช่บริษัทในเครือ ซึ่งได้รับอนุญาตให้จำหน่ายบริการให้แก่ลูกค้า
      • "ข้อตกลงของตัวแทนจำหน่าย" (หากมี) หมายถึงข้อตกลงแยกต่างหากระหว่างลูกค้ากับตัวแทนจำหน่ายซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการนี้ ทั้งนี้ ข้อตกลงของตัวแทนจำหน่ายนั้นแยกเป็นอิสระและอยู่นอกขอบเขตของข้อตกลงนี้
      • "ค่าธรรมเนียมของตัวแทนจำหน่าย" หมายถึงค่าธรรมเนียม (หากมี) สำหรับบริการที่ลูกค้าใช้หรือสั่งซื้อตามที่ตกลงกันไว้ในข้อตกลงของตัวแทนจำหน่าย และบวกภาษีใดๆ ที่เกี่ยวข้อง
      • "คำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่าย" (หากมี) หมายถึงแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ (รวมถึงแบบฟอร์มคำสั่งซื้อการต่ออายุ) ที่ออกให้โดยตัวแทนจำหน่ายและลงนามโดยลูกค้าและตัวแทนจำหน่าย พร้อมระบุบริการที่ลูกค้าสั่งซื้อจากตัวแทนจำหน่าย
      • "ข้อกำหนดเฉพาะบริการ" หมายถึงข้อกำหนดปัจจุบันในขณะนั้นของบริการเดียวหรือหลายบริการที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/service-terms
      • "บริการ" หมายถึงบริการหลักและบริการอื่นๆ ปัจจุบันในขณะนั้น
      • "วันที่เริ่มต้นบริการ" หมายถึงวันที่เริ่มต้นที่ระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ หรือหากไม่มีระบุไว้ในแบบฟอร์มคำสั่งซื้อ จะหมายถึงวันที่ Google เริ่มให้บริการแก่ลูกค้า
      • "ข้อมูลสรุปของบริการ" หมายถึงคำอธิบายปัจจุบันในขณะนั้นที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/user_features.html
      • "SLA" หมายถึงข้อตกลงระดับการให้บริการปัจจุบันในขณะนั้นที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/sla.html
      • "ระงับ" หรือ "การระงับ" หมายถึงการปิดการเข้าถึงหรือการใช้บริการหรือองค์ประกอบของบริการ
      • "ภาษี" หมายถึงภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลเรียกเก็บ ยกเว้นภาษีที่คิดจากรายได้สุทธิ ความมั่งคั่งสุทธิ มูลค่าทรัพย์สิน มูลค่าสินทรัพย์ หรือการจ้างงานของ Google
      • "ระยะเวลา" มีความหมายตามที่ระบุไว้ในส่วนที่ 8 (ระยะเวลาและการบอกเลิก) ของข้อตกลงนี้
      • "การดำเนินคดีตามกฎหมายของบุคคลที่สาม" หมายถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีใดๆ อย่างเป็นทางการตามกฎหมายที่บุคคลที่สามซึ่งไม่ใช่บริษัทในเครือยื่นต่อศาลหรือศาลยุติธรรมของรัฐ (รวมถึงการฟ้องร้องในศาลชั้นอุทธรณ์)
      • "ข้อเสนอของบุคคลที่สาม" หมายถึงบริการ ซอฟต์แวร์ ผลิตภัณฑ์ และข้อเสนออื่นๆ ของบุคคลที่สามที่ไม่ได้รวมอยู่ในบริการ
      • "หลักเกณฑ์ด้านเครื่องหมายการค้า" หมายถึงหลักเกณฑ์ปัจจุบันในขณะนั้นของ Google สำหรับการใช้สิ่งแสดงความเป็นแบรนด์ของ Google ที่ http://www.google.com/permissions/guidelines.html
      • "TSS" หมายถึงบริการสนับสนุนด้านเทคนิคปัจจุบันในขณะนั้นของ Google
      • "หลักเกณฑ์ TSS" หมายถึงหลักเกณฑ์ปัจจุบันในขณะนั้นของ Google สำหรับบริการสนับสนุนด้านเทคนิค ตามที่ระบุไว้ที่ https://workspace.google.com/intl/th/terms/tssg.html
      • "ข้อกำหนดของ URL" หรือเรียกรวมกันว่า AUP หมายถึงการแก้ไขการประมวลผลข้อมูล, ข้อกำหนดเฉพาะบริการ, SLA และหลักเกณฑ์ TSS
  • 16. ข้อกำหนดเฉพาะภูมิภาค ลูกค้ายอมรับการเปลี่ยนแปลงต่อไปนี้ในข้อตกลง หากที่อยู่สำหรับการเรียกเก็บเงินของลูกค้าอยู่ในภูมิภาคที่เกี่ยวข้องตามที่อธิบายไว้ด้านล่างนี้
    • เอเชียแปซิฟิก - ทุกภูมิภาค
      • ส่วนที่ 2.3 (ภาษี) จะเปลี่ยนไปดังนี้
      • 2.3 ภาษี Google จะแสดงรายการภาษีทั้งหมดที่เรียกเก็บในใบแจ้งหนี้ หากต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายให้แก่ Google ลูกค้าต้องเพิ่มยอดที่จะชำระให้แก่ Google เพื่อให้ยอดสุทธิที่ Google ได้รับเท่ากับยอดในใบแจ้งหนี้ โดยไม่มีการหักภาษีใดๆ
      • คำนิยามของ "ภาษี" ภายใต้ส่วนที่ 15.19 (คำนิยาม) จะเปลี่ยนไปดังนี้
      • 15.19 คำนิยาม
      • "ภาษี" หมายถึงภาษีทั้งหมดที่รัฐบาลเรียกเก็บ ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องในด้านการมอบบริการและการปฏิบัติงานบริการ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงอากร ภาษีศุลกากร และภาษีทางตรงหรือทางอ้อมใดๆ รวมถึงค่าปรับหรือดอกเบี้ยใดๆ ที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นภาษีที่คิดจากกำไรของ Google
    • เอเชียแปซิฟิก - ทุกภูมิภาค ยกเว้นออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และลาตินอเมริกา - ทุกภูมิภาค
      • ส่วนที่ 15.12 (กฎหมายที่ควบคุมของสหรัฐอเมริกา) จะเปลี่ยนไปดังนี้
      • 15.12 กฎหมายที่ควบคุมและการชี้ขาด
      • (ก) การอ้างสิทธิทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากหรือเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ หรือผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ ที่เกี่ยวข้องของ Google (รวมถึงการโต้แย้งใดๆ เรื่องการตีความหรือการปฏิบัติตามข้อตกลง) ("การโต้แย้ง") จะอยู่ในบังคับของกฎหมายแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ยกเว้นการขัดกันแห่งกฎหมายแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย
      • (ข) คู่สัญญาต้องพยายามไกล่เกลี่ยการโต้แย้งโดยมีเจตนาดีภายใน 30 วันหลังจากที่เกิดการโต้แย้งดังกล่าวขึ้น หากการโต้แย้งนั้นไม่ได้รับการคลี่คลายภายใน 30 วัน การโต้แย้งดังกล่าวจะต้องได้รับการแก้ไขให้ยุติโดยการชี้ขาดของศูนย์ระงับข้อพิพาทระหว่างประเทศ (International Centre for Dispute Resolution) แห่งสมาคมอนุญาโตตุลาการอเมริกา (American Arbitration Association) ตามกฎการค้าเร่งด่วน (Expedited Commercial Rules) ที่บังคับใช้อยู่นับตั้งแต่วันที่มีผลบังคับของข้อตกลงนี้ ("กฎ")
      • (ค) คู่สัญญาต้องเลือกผู้ชี้ขาดร่วมกัน 1 ท่าน การชี้ขาดจะดำเนินการเป็นภาษาอังกฤษในซานตาคลาราเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
      • (ง) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถยื่นคำร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อให้มีคำสั่งห้ามที่จำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิของตนในระหว่างที่รอการระงับข้อพิพาทโดยผู้ชี้ขาดได้ ผู้ชี้ขาดสามารถสั่งให้มีการเยียวยาหรือคำสั่งห้ามซึ่งสอดคล้องกับการชดเชยและข้อจำกัดต่างๆ ในข้อตกลง
      • (จ) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจออกคำสั่งใดๆ ที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือทรัพย์สินของฝ่ายนั้น โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนดด้านการรักษาข้อมูลที่เป็นความลับในส่วนย่อย (ช) คำร้องขอนี้จะไม่ถือเป็นการละเมิดหรือการสละสิทธิ์ต่อส่วนกฎหมายที่ควบคุมและการชี้ขาดนี้ และจะไม่ส่งผลต่ออำนาจของผู้ชี้ขาด รวมถึงอำนาจในการตรวจสอบคำตัดสินของศาล คู่สัญญากำหนดว่าศาลแห่งซานตาคลาราเคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกามีอำนาจในการออกคำสั่งใดๆ ภายใต้ส่วนย่อยที่ 15.12 (จ) นี้
      • (ฉ) คำตัดสินของผู้ชี้ขาดถือเป็นที่สิ้นสุดและมีผลผูกพันกับคู่สัญญา และสามารถดำเนินการในศาลที่มีเขตอำนาจแห่งใดก็ได้ รวมถึงศาลแห่งใดๆ ที่มีเขตอำนาจเหนือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทรัพย์สินใดๆ ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
      • (ช) กระบวนการชี้ขาดใดๆ ที่ดำเนินการตามส่วนที่ 15.12 (กฎหมายที่ควบคุมและการชี้ขาด) นี้จะถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นความลับภายใต้ส่วนที่ 7 (ข้อมูลที่เป็นความลับ) รวมถึง (1) การมีอยู่ของกระบวนการชี้ขาด (2) ข้อมูลใดๆ ที่เปิดเผยระหว่างกระบวนการชี้ขาด และ (3) การสื่อสารทางวาจาหรือเอกสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการชี้ขาด นอกเหนือจากสิทธิในการเปิดเผยภายใต้ส่วนที่ 7 (ข้อมูลที่เป็นความลับ) คู่สัญญาสามารถเปิดเผยข้อมูลตามที่อธิบายไว้ในส่วนย่อยที่ 15.12 (ช) นี้ต่อศาลที่มีเขตอำนาจได้ตามที่อาจมีความจำเป็นต่อการยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งใดๆ ภายใต้ส่วนย่อยที่ 15.12 (จ) หรือดำเนินการตัดสินชี้ขาดใดๆ แต่คู่สัญญาต้องยื่นคำร้องขอให้ดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีเป็นการลับ (เป็นส่วนตัว)
      • (ซ) คู่สัญญาต้องชำระค่าธรรมเนียมของผู้ชี้ขาด ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ชี้ขาด และค่าใช้จ่ายในการดูแลของสถาบันการชี้ขาดตามกฎ ในคำตัดสินชี้ขาด ผู้ชี้ขาดจะกำหนดภาระหน้าที่ของคู่ความฝ่ายที่ไม่ชนะคดีให้ชดใช้เงินตามจำนวนซึ่งคู่ความฝ่ายชนะคดีได้ชำระล่วงหน้าแล้วสำหรับเป็นค่าธรรมเนียมเหล่านี้
      • (1) คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องรับผิดชอบค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของทนายความและผู้เชี่ยวชาญของตนเอง ไม่ว่าคำตัดสินชี้ขาดของผู้ชี้ขาดเกี่ยวกับการโต้แย้งจะเป็นเช่นใดก็ตาม
    • เอเชียแปซิฟิก - อินโดนีเซีย
      • เพิ่มส่วนที่ 8.8 เป็นส่วนใหม่
      • 8.8 การสละสิทธิ์ในการบอกเลิก คู่สัญญายินยอมที่จะสละสิทธิ์ในบทบัญญัติใดๆ ภายใต้กฎหมายใดๆ ที่เกี่ยวข้องในขอบเขตที่กำหนดให้มีคำตัดสินหรือคำสั่งของศาลในการบอกเลิกข้อตกลงนี้
      • ข้อตกลงนี้ในฉบับภาษาอินโดนีเซียสามารถเข้าถึงได้ที่นี่ และส่วนที่ 15.18 (ภาษาที่ขัดแย้งกัน) จะเปลี่ยนไปดังนี้
      • 15.18 ภาษาที่ขัดแย้งกัน ข้อตกลงนี้จัดทำขึ้นเป็นภาษาอินโดนีเซียและภาษาอังกฤษ โดยเป็นเอกสารจริงทั้งสองฉบับ ในกรณีที่เกิดความไม่สอดคล้องกันหรือมีการตีความต่างกันระหว่างฉบับภาษาอินโดนีเซียและฉบับภาษาอังกฤษ คู่สัญญายินยอมที่จะแก้ไขฉบับภาษาอินโดนีเซียเพื่อให้ส่วนที่เกี่ยวข้องของฉบับภาษาอินโดนีเซียสอดคล้องกับส่วนที่เกี่ยวข้องของฉบับภาษาอังกฤษ
    • EMEA - ทุกภูมิภาค
      • ส่วนที่ 2.2(ง) (ข้อมูลการชำระเงิน) จะเปลี่ยนไปดังนี้
      • 2.2(ง) ข้อมูลการชำระเงิน การชำระเงินโดยการโอนต้องระบุข้อมูลธนาคารที่ Google ให้ไว้ หากลูกค้าได้ทำข้อตกลงขึ้นกับ Google Commerce Limited แล้ว Google สามารถเรียกเก็บเงินผ่าน Google Payment Limited ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในอังกฤษและเวลส์ที่มีสำนักงานอยู่ที่ Belgrave House, 76 Buckingham Palace Road, London, SW1W 9TQ, United Kingdom ได้
    • EMEA - เขตเศรษฐกิจยุโรป สหราชอาณาจักร และสวิตเซอร์แลนด์
      • ส่วนที่ 15.19 (คำนิยาม) เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนที่ 15.20 (คำนิยาม)
      • เพิ่มส่วนที่ 15.19 เป็นส่วนใหม่
      • 15.19 การสละสิทธิ์ภายใต้ประมวลกฎหมาย EECC
      • (ก) เพื่อจุดประสงค์ของส่วนที่ 15.19 (การสละสิทธิ์ภายใต้ประมวลกฎหมาย EECC) นี้ คำว่า "องค์กรขนาดย่อม" "องค์กรขนาดเล็ก" และ "องค์กรไม่แสวงผลกำไร" จะมีความหมายตามที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมาย EECC "EECC" หมายถึงประมวลกฎหมายการให้บริการการสื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์แห่งยุโรป (European Electronic Communications Code) (ตามที่กำหนดโดยข้อบังคับ (สหภาพยุโรป) 2018/1972 ของรัฐสภาแห่งยุโรปและคณะมนตรีสหภาพยุโรป ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2018)
      • (ข) คู่สัญญารับทราบว่าภายใต้ประมวลกฎหมาย EECC (1) สิทธิบางประการครอบคลุมถึงองค์กรขนาดย่อม องค์กรขนาดเล็ก และองค์กรไม่แสวงผลกำไร และ (2) ลูกค้าที่อยู่ภายในหมวดหมู่ที่อ้างอิงถึงในข้อ (1) สามารถยินยอมที่จะสละสิทธิบางประการได้อย่างชัดเจน
      • (ค) หากลูกค้าเป็นองค์กรขนาดย่อม องค์กรขนาดเล็ก หรือองค์กรไม่แสวงผลกำไร ลูกค้ายินยอมที่จะสละสิทธิใดๆ ที่อาจมีภายใต้มาตราต่อไปนี้
        • (1) มาตรา 102(1) แห่งประมวลกฎหมาย EECC ซึ่งอนุญาตให้ลูกค้ารับข้อมูลบางประการก่อนทำสัญญาได้
        • (2) มาตรา 102(3) แห่งประมวลกฎหมาย EECC ซึ่งอนุญาตให้ลูกค้ารับสรุปข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาได้
        • (3) มาตรา 105(1) แห่งประมวลกฎหมาย EECC ซึ่งจำกัดระยะเวลาสัญญาสูงสุดไว้ที่ 24 เดือนสำหรับบางบริการ และ
        • (4) มาตรา 107(1) แห่งประมวลกฎหมาย EECC ซึ่งขยายสิทธิอื่นๆ ในประมวลกฎหมาย EECC (รวมถึงมาตรา 102(3) และ 105(1) ตามที่อธิบายข้างต้น) ของบริการทั้งหมดที่จัดหาให้ภายใต้ข้อตกลงของ Google Workspace เดียวกัน
    • อเมริกาเหนือ - สหรัฐอเมริกา
      • ส่วนที่ 15.19 (คำนิยาม) เปลี่ยนแปลงเป็นส่วนที่ 15.20 (คำนิยาม)
      • เพิ่มส่วนที่ 15.19 เป็นส่วนใหม่
      • 15.19 ผู้ใช้ที่เป็นหน่วยงานรัฐบาลของสหรัฐอเมริกา บริการได้รับการพัฒนาขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวเท่านั้น และเป็นซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เชิงพาณิชย์และเอกสารประกอบที่เกี่ยวข้องภายในความหมายของข้อบังคับการได้รับข้อมูลของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกา (Federal Acquisition Regulations) และเอกสารเพิ่มเติมของหน่วยงาน

ฉบับก่อนหน้า

อเมริกา (6 ตุลาคม 2020)

เอเชียแปซิฟิก (6 ตุลาคม 2020)

EMEA - EEA (6 ตุลาคม 2020)

EMEA - นอก EEA (6 ตุลาคม 2020)